ภูมิทัศน์การแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป
ตลาดชุดออกกำลังกายในประเทศไทยกำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของแบรนด์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลกอย่าง adidas และ Nike ที่ครองส่วนแบ่งตลาด 13% และ 9% ตามลำดับในปี 2025 เท่านั้น แต่ยังรวมถึงแบรนด์ผู้ท้าชิงรายใหม่ที่เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
การเติบโตของแบรนด์ผู้ท้าชิงอย่าง Hoka, On และ Lululemon รวมถึงแบรนด์ไทยอย่าง Warrix และ Hasta สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยกำลังมองหาทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ดั้งเดิมที่เคยครองตลาด การเปลี่ยนแปลงนี้เปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
GENTLEWOMAN: การกลับมาที่คำนวณมาอย่างดี
การตัดสินใจของ GENTLEWOMAN แบรนด์แฟชั่นพันล้านของไทย ที่จะกลับมาทำคอลเล็กชั่นชุดออกกำลังกายอีกครั้งในรอบ 3 ปี ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์เปิดเผยว่าสาเหตุที่เคยพับโปรเจ็กต์ไปในอดีตเป็นเพราะความไม่พร้อมในหลายด้าน แต่เมื่อเทรนด์รักสุขภาพกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ประกอบกับทีมงานมีความพร้อมทั้งด้านการผลิตและการออกแบบ จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการกลับมา
จุดแข็งของ GENTLEWOMAN อยู่ที่การรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ นั่นคือดีไซน์ที่โมเดิร์นและมีความเป็นผู้หญิง พร้อมรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สอดคล้องกับ Persona ของลูกค้าที่ชื่นชอบเสื้อผ้าที่มีดีไซน์ แบรนด์ยังใช้กลยุทธ์การจัดกิจกรรมอย่าง Dance Club ที่มี Aerobic Session เพื่อโปรโมตคอลเล็กชั่นใหม่ “Girls Own The Lane” สร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าโดยตรง
ORI: การสร้างคอมมูนิตี้เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งต่างชาติ
ORI แบรนด์ Premium Athleisurewear สัญชาติไทย ใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างออกไป โดยมุ่งเน้นการสร้างคอมมูนิตี้เป็นเครื่องมือในการแข่งขันกับแบรนด์ต่างชาติ การเปิดตัว Kimberley Anne Woltemas เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์คนแรกของประเทศไทยผ่านแคมเปญ “Eyes See Through” สะท้อนแนวคิดที่ต้องการสื่อสารว่าการออกกำลังกายไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย แต่เป็นเรื่องของการค้นพบตัวเองและอิสรภาพในการใช้ชีวิต
ORI ไม่ได้หยุดอยู่แค่การขายเสื้อผ้า แต่ยังสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ด้วยการร่วมมือกับแบรนด์อุปกรณ์ฟิตเนสระดับโลกอย่าง Bala และสตูดิโอชั้นนำอย่าง Curve และ Pila Lab กลยุทธ์นี้ช่วยให้ ORI สามารถสร้างความภักดีในกลุ่มลูกค้าที่มองหาประสบการณ์ที่ครบวงจรมากกว่าการซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว แบรนด์มีแผนเปิด 10 สาขาภายใน 5 ปี เพื่อเจาะกลุ่มคนเมืองสายสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
แบรนด์อิสระและกลุ่ม Run Club
ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือการเกิดขึ้นของแบรนด์อิสระสายวิ่งในกรุงเทพฯ ที่ผสมผสานแฟชั่นเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างลงตัว แบรนด์อย่าง ORYM ที่ใช้โทนสีเรียบง่ายอย่างเทาเข้ม ดำ และน้ำตาลเอิร์ธโทน ตัดกับกระแสเดิมของชุดวิ่งที่มักใช้สีสะท้อนแสง鲜艳 หรือ brooo ที่นำเสนอเสื้อผ้าที่มีดีไซน์แบบสตรีทและน้ำหนักเบา สะท้อนวัฒนธรรมวัยรุ่นที่ต้องการแสดงออกผ่านการแต่งกาย
การเติบโตของกลุ่ม Run Club ในกรุงเทพฯ ยังสร้างโอกาสให้แบรนด์เหล่านี้ได้เชื่อมต่อกับลูกค้าโดยตรงผ่านกิจกรรมชุมชน กลุ่มอย่าง Cruise Control Run Club ที่ให้ความสำคัญกับสังคมมากกว่าความเร็ว สะท้อนปรัชญาที่ว่าการวิ่งเป็นกิจกรรมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ใช่แค่สำหรับนักกีฬาอาชีพ
การแข่งขันในตลาดชุดออกกำลังกายของไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภคมากขึ้น แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จคือแบรนด์ที่เข้าใจว่าผู้บริโภคต้องการอะไรมากกว่าแค่เสื้อผ้าที่สวยงาม แต่ต้องการประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับตัวตนของพวกเขา
