ครึ่งหนึ่งของใบสั่งยาผู้ป่วยนอก “ไม่จำเป็น” ต้นตอเชื้อดื้อยาเร่งเครื่อง

ครึ่งหนึ่งของใบสั่งยาผู้ป่วยนอก “ไม่จำเป็น” ต้นตอเชื้อดื้อยาเร่งเครื่อง

ตัวเลขที่ไม่ควรมองข้าม: 45.1% ของผู้ป่วยนอกได้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

งานวิจัยตีพิมพ์ใน International Journal of Infectious Diseases (2026) วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจในโรงพยาบาลไทย 2 แห่งระหว่างปี 2018–2022 พบว่าผู้ป่วยนอก 1,811 ราย มีถึง 31.9% ที่ได้รับยาปฏิชีวนะ และในจำนวนนี้ 45.1% เป็นการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม หมายถึงการได้รับยาโดยไม่มีการยืนยันการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไม่มีอาการรุนแรง ส่วนผู้ป่วยในมีอัตราการใช้ยาปฏิชีวนะ 46.7% แต่มีเพียง 7.8% ที่ไม่เหมาะสม

สิ่งที่น่าสนใจคือผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจ rapid influenza diagnostic test แล้วได้ผลบวก มีโอกาสได้รับยาปฏิชีวนะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (aRR 0.32) แสดงให้เห็นว่าเครื่องมือวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำสามารถลดการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นได้จริง

ทำไม “ความรู้” กับ “พฤติกรรม” ยังไม่ไปด้วยกัน?

งานวิจัยอีกชิ้นในปี 2026 ศึกษาผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาลเอกชนเขตเมืองกรุงเทพฯ พบว่ามีช่องว่างระหว่างความรู้และพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างมีนัยสำคัญทางคลินิก แม้ผู้ป่วยจะรู้ว่ายาปฏิชีวนะใช้รักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ใช่ไวรัส แต่ยังคงคาดหวังให้แพทย์สั่งยาเมื่อมีอาการหวัดหรือไข้

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้ แต่เป็นเรื่องของความคาดหวังของผู้ป่วย แรงกดดันในห้องตรวจ และระบบบริการที่เอื้อให้แพทย์สั่งยาเพื่อความสบายใจมากกว่าความจำเป็นทางคลินิก การแก้ไขจึงต้องอาศัยทั้งการสื่อสารความเสี่ยง การใช้เครื่องมือวินิจฉัยอย่างเป็นระบบ และการเสริมสร้างวัฒนธรรมการใช้ยาที่สมเหตุผลในสถานพยาบาลทุกระดับ