โรคไตเรื้อรัง ในประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุที่มองไม่เห็น แต่เกิดจาก โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เราคุ้นเคยกันดี นั่นคือ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ที่ไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม ข้อมูลจาก THAI-CKD Registry ซึ่งเป็นทะเบียนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระดับประเทศ ยืนยันว่า ไตเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Nephropathy) เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 41 รองลงมาคือ ไตเสื่อมจากความดันโลหิตสูง (Hypertensive Nephrosclerosis) ร้อยละ 34 และโรคไตเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุ (CKDu) อีกร้อยละ 22
กลไกที่เบาหวานและความดันทำลายไต
เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่อง หลอดเลือดฝอยในหน่วยไต (Glomerulus) จะได้รับความเสียหาย ส่งผลให้โปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ และความสามารถในการกรองของไตค่อย ๆ ลดลง ในขณะที่ความดันโลหิตสูงจะสร้างแรงดันต่อหลอดเลือดไตอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและไตเสื่อมเร็วขึ้น ผู้ป่วยที่เป็น ทั้งเบาหวานและความดันโลหิตสูงพร้อมกัน จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคไตเรื้อรังสูงกว่าผู้ป่วยที่เป็นเพียงโรคเดียวอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์จริงที่ต้องจับตา
ข้อมูลจาก Thai CKD Project ซึ่งเป็นการศึกษาไปข้างหน้าในผู้ป่วย CKD ระยะ G3-G5 จำนวน 3,344 ราย จาก 41 โรงพยาบาลทั่วประเทศ พบว่าการควบคุมปัจจัยเสี่ยงยังอยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง โดยมีผู้ป่วยเพียง ร้อยละ 39 ที่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ต่ำกว่า 130 มิลลิเมตรปรอท และในผู้ป่วยเบาหวาน มีเพียง ร้อยละ 59 ที่มีระดับ HbA1c ต่ำกว่าร้อยละ 7 ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่ายังมีช่องว่างในการดูแลผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ
กลยุทธ์การป้องกันที่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้
การป้องกันโรคไตเรื้อรังในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง จำเป็นต้องอาศัย การจัดการแบบองค์รวม เริ่มจากการควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย การรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ การลดโซเดียมในอาหาร และการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง กรมอนามัยแนะนำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ตรวจการทำงานของไตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะการตรวจ albuminuria และ eGFR เพื่อตรวจจับความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรก
นวัตกรรมการดูแลที่ประเทศไทยกำลังพัฒนา
ประเทศไทยได้เริ่มนำ แนวทาง Prevention-First มาใช้ในการดูแลโรคไต โดยเน้นการคัดกรองในชุมชน การใช้ point-of-care testing สำหรับตรวจ albuminuria ในระดับปฐมภูมิ และการจัดทำ risk stratification เพื่อจำแนกผู้ป่วยตามระดับความเสี่ยง ซึ่งช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ได้ริเริ่มโครงการ “ไตดี เริ่มที่ชีวิตประจำวัน” ที่มุ่งเน้นการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันโรคไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
