ท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) — กระแสใหม่ที่ไทยนำหน้าเอเชีย

 ท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) — กระแสใหม่ที่ไทยนำหน้าเอเชีย

Regenerative Tourism คืออะไร และทำไมไทยถึงเป็นผู้นำ

การท่องเที่ยวแบบ “ยั่งยืน” ในความหมายดั้งเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แนวคิดใหม่ที่เรียกว่า Regenerative Tourism หรือ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่เรียกร้องให้การท่องเที่ยวไม่เพียงลดผลกระทบเชิงลบ แต่ต้อง ฟื้นฟูและสร้างผลกระทบเชิงบวก ต่อระบบนิเวศและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2026 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ Regenerative Tourism อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างสมดุล

4 พื้นที่นำร่อง “Living Lab” ที่ต้องจับตา

ภายใต้ความร่วมมือนี้ ได้มีการเสนอ 4 พื้นที่นำร่องที่เรียกว่า “Living Lab” ซึ่งจะเป็นพื้นที่ทดลองและพัฒนาโมเดล Regenerative Tourism อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่:

  1. พื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง — เน้นการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและการจัดการขยะในแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ
  2. พื้นที่พิเศษลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา — พัฒนาการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศลุ่มน้ำและวิถีประมงพื้นบ้าน
  3. พื้นที่พิเศษเชียงราย — ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเกษตรกรรมยั่งยืนบนที่สูง
  4. พื้นที่พิเศษคุ้งบางกะเจ้า — พัฒนา “ปอดของกรุงเทพฯ” สู่ต้นแบบการท่องเที่ยวชุมชนสีเขียวในเขตเมือง

พื้นที่เหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมจากเครือข่ายมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาแนวทาง มาตรฐาน และตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยและมาตรฐานสากล

ความสำเร็จระดับนานาชาติ: ชุมชนไทยบนเวทีโลก

ความพยายามนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2026 อพท. ได้ประกาศความสำเร็จในการนำชุมชนท่องเที่ยวไทยคว้า 4 รางวัล PATA Gold Awards 2026 ซึ่งเป็นรางวัลด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับนานาชาติจากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งเอเชียแปซิฟิก (PATA) ชุมชนที่ได้รับรางวัลได้แก่:

  • ตลาดจีนโบราณชากแง้ว (พัทยา) — รางวัลด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม
  • เมืองเก่าน่าน — การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตท้องถิ่น
  • ชุมชนผาหมี (เชียงราย) — การจัดการท่องเที่ยวบนฐานทรัพยากรธรรมชาติ
  • คุ้งบางกะเจ้า — การพัฒนาชุมชนสีเขียวในเขตเมือง

รางวัลเหล่านี้สะท้อนว่าชุมชนไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว แต่กำลังเป็น ผู้นำในการกำหนดทิศทาง ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค

แนวโน้มนักท่องเที่ยวเอเชีย: 95% ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ข้อมูลจากผลสำรวจ Sustainable Travel Survey 2026 ของ Agoda เปิดเผยว่า 95% ของนักท่องเที่ยวไทย ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในการเลือกเดินทาง ซึ่งสูงที่สุดในเอเชีย รองลงมาคืออินโดนีเซีย (93%) อินเดีย (88%) มาเลเซีย (88%) และไต้หวัน (83%) นักท่องเที่ยวยังระบุว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้ เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวตกถึงชุมชนท้องถิ่น (29%) รองลงมาคือการสร้างความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกับจุดหมาย (28%) และการอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่า (27%)