OTOP นวัตวิถี 2569 — เมื่อ 384 หมู่บ้านเปลี่ยนภูมิปัญญาเป็นประสบการณ์ที่ขายได้

OTOP นวัตวิถี 2569 — เมื่อ 384 หมู่บ้านเปลี่ยนภูมิปัญญาเป็นประสบการณ์ที่ขายได้

ปัจจุบันชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีครอบคลุม 67 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 384 หมู่บ้าน กระจายในทุกภูมิภาคของประเทศ ตัวเลขนี้ทำให้ OTOP นวัตวิถีเป็นเครือข่ายหมู่บ้านท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทย แต่ขนาดที่ใหญ่กลับเผยให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่งานวิจัยปี 2569 ชี้ไว้อย่างตรงไปตรงมา ได้แก่ เอกลักษณ์และจุดขายที่ไม่ชัดเจน คุณภาพสินค้าและมาตรฐานที่จำกัด ข้อจำกัดด้านการตลาด การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนไม่เพียงพอ และการพึ่งพาการสนับสนุนจากภายนอกมากเกินไป ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่งานวิจัยระดับสถาบันออกมายืนยันในปี 2569 แสดงว่าหมู่บ้านจำนวนมากยังติดอยู่ในวงจร “รอทุน รอนโยบาย” มากกว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์และเรื่องเล่าของตัวเองให้แข็งแรง ข้อมูลพื้นฐานและความคืบหน้าของโครงการสามารถติดตามได้ผ่านเว็บไซต์ทางการที่เกี่ยวข้องกับ OTOP นวัตวิถีและกรมการท่องเที่ยวที่ https://www.tourism.go.th/

D-HOPE — เมื่อ OTOP ถูกบังคับให้ “ลงมือทำ” โครงการ D-HOPE (Decentralized Hands-On Program Exhibition) คือความพยายามกระจายอำนาจการออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวให้ชุมชนเป็นเจ้าของเอง แทนที่จะรอโปรแกรมสำเร็จรูปจากส่วนกลาง จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การที่ชุมชนต้องออกแบบ “Champ” หรือโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของตัวเอง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือบ้านถ้ำง๊อบ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด D-HOPE และมีโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ชุมชนออกแบบเอง แนวทางนี้เปลี่ยนจากการท่องเที่ยวแบบ “มาเที่ยวและชม” ไปสู่การ “ลงมือทำจริง” ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ให้ค่ากับประสบการณ์มากกว่าของที่ระลึก

เกาะสมุย — บทเรียนจากหมู่บ้านที่ไม่ได้อยู่บนภูเขา เมื่อต้นปี 2569 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่เกาะสมุยเพื่อติดตามโครงการ OTOP นวัตวิถี โดยเน้นการบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่นี่ชุมชนไม่ได้ขายแค่ผ้าบาติกหรือลูกประคบ แต่ขาย “วิถีหมุย” ทั้งระบบ ตั้งแต่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การแปรรูปเชือกร่ม ไปจนถึงศูนย์เรียนรู้สายพันธุ์มะพร้าวเกาะสมุย กรณีนี้แสดงว่า OTOP นวัตวิถีไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในหมู่บ้านบนเขาหรือชุมชนชนบทห่างไกล แต่สามารถทำงานได้ในพื้นที่ท่องเที่ยวกระแสหลัก หากชุมชนมีจุดยืนทางวัฒนธรรมที่ชัดพอ