เส้นทางสู่การกำจัดโรคด้วยวัคซีน HPV และการตรวจคัดกรองแบบใหม่

เส้นทางสู่การกำจัดโรคด้วยวัคซีน HPV และการตรวจคัดกรองแบบใหม่

ความสำเร็จที่วัดได้จริง

มะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย และมากกว่าร้อยละ 90 เกิดจากการติดเชื้อ Human Papillomavirus (HPV) ประเทศไทยเริ่มบรรจุวัคซีน HPV เข้าในตารางสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งชาติตั้งแต่ปี 2560 โดยให้ฟรีแก่เด็กหญิงอายุ 11–12 ปี นับเป็นความสำเร็จที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ยกย่องว่าไทยอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง

การเปลี่ยนผ่านสู่การตรวจ HPV DNA

ตั้งแต่ปี 2563 กระทรวงสาธารณสุขได้เปลี่ยนแนวทางการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจากเดิมที่ใช้การตรวจเซลล์วิทยา (Pap smear) มาเป็นการตรวจ HPV DNA ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่า และในปี 2566 ได้เพิ่มทางเลือกให้สตรีสามารถเก็บตัวอย่างด้วยตนเอง (self-sampling) ได้ที่บ้าน

ใครควรตรวจ และตรวจบ่อยแค่ไหน?

กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้หญิงไทยอายุ 30–60 ปี เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุก 5 ปี โดยการตรวจ HPV DNA สามารถตรวจพบเชื้อ高危สายพันธุ์ได้ตั้งแต่ก่อนที่เซลล์จะกลายเป็นมะเร็ง ทำให้มีเวลาในการรักษาและติดตามผลอย่างเพียงพอ

ผลกระทบต่อความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

การศึกษาในวารสาร ScienceDirect พบว่า ก่อนการนำ HPV DNA testing มาใช้ อัตราการคัดกรองในเขตเมืองอยู่ที่ 31% ต่ำกว่าชนบทที่ 45% แต่หลังการนำระบบใหม่มาใช้ อัตราการคัดกรองในเขตเมืองเพิ่มเป็น 45% และชนบทเพิ่มเป็น 88% ส่งผลให้ช่องว่างด้านสุขภาพ (HALE gap) ลดลงเหลือ 3.59 ปี นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการปรับวิธีการคัดกรองสามารถลดความไม่เท่าเทียมได้จริง

ความท้าทายที่ยังเหลืออยู่

แม้จะมีความก้าวหน้า แต่การเข้าถึงวัคซีน HPV ยังคงไม่สม่ำเสมอในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนและกลุ่มชาติพันธุ์ การศึกษาพบว่าสตรีกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาร์ มีอัตราการคัดกรองต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ

มุมมองจากบุคลากรทางการแพทย์

นางสาวกนกวรรณ พยาบาลวิชาชีพจากโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เล่าว่า “การที่สตรีสามารถเก็บตัวอย่าง HPV ด้วยตนเองได้ ทำให้หลายคนที่เคยอายหรือกลัวการตรวจที่โรงพยาบาล ยอมรับการคัดกรองมากขึ้น” การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงเพิ่มอัตราการตรวจ แต่ยังเปลี่ยนทัศนคติต่อสุขภาพของผู้หญิงในชุมชน