GI สู่จานอาหาร เมื่ออัตลักษณ์ท้องถิ่นกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้เกษตรกร

GI สู่จานอาหาร เมื่ออัตลักษณ์ท้องถิ่นกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้เกษตรกร

แนวคิดเรื่องสินค้า GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เคยถูกจำกัดอยู่แค่การรับรองคุณภาพและการส่งออก แต่ในปี 2026 กระทรวงพาณิชย์ได้พลิกโฉมแนวคิดนี้ด้วยการนำวัตถุดิบ GI สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน มาพัฒนาเป็นเมนูอาหารโดยตรง

ตัวอย่างที่จับต้องได้: จากทุ่งนาและสวนสู่จานไฟน์ไดนิ่ง เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 กระทรวงพาณิชย์จัดกิจกรรมที่ร้านอาหารสามเสนวิลล่า เพื่อแสดงให้เห็นว่าวัตถุดิบ GI สามารถ “ต่อยอดเข้าสู่ธุรกิจอาหารและเพิ่มมูลค่าจากวัตถุดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขวางขึ้น” แนวทางนี้ยังเชื่อมโยงกับการส่งเสริมร้านอาหารไทยเข้าสู่มาตรฐาน Thai SELECT โดยกระทรวงพาณิชย์วางแนวทาง “เชื่อมโยงห่วงโซ่ตั้งแต่เกษตรกรและชุมชนเจ้าของวัตถุดิบ ผ่านการพัฒนาเมนูโดยเชฟ ก่อนส่งต่อถึงผู้บริโภค”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) ยังได้เปิดตัวแผนที่การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Culinary Map) ที่รวบรวมสินค้า GI ไทยกว่า 5 รายการ ได้แก่ กาแฟดอยช้างจากเชียงราย เนื้อโคขุนโพนยางคำจากสกลนคร มะพร้าวหอมสามพรานจากนครปฐม ทุเรียนจันทบุรี และหมูย่างตรัง แผนที่นี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือการตลาด แต่คือการสร้างเส้นทางเศรษฐกิจที่เชื่อมเกษตรกรในภูมิภาคเข้ากับนักท่องเที่ยวและร้านอาหารในเมืองโดยตรง

งาน THAIFEX ในฐานะเวทีเปิดตลาด ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ดึงเชฟชื่อดังมารังสรรค์เมนูจากวัตถุดิบ GI เช่น “โนริทาโก้ข้าวสังข์หยด & เนื้อโคขุนโพนยางคำ” พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับร้านอาหารมิชลินและร้านอาหารชั้นนำ เพื่อ “สร้างโอกาสทางการตลาดและขยายฐานผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ” นี่คือการเปลี่ยน GI จาก “ป้ายรับรอง” ให้กลายเป็น “เรื่องเล่าบนจาน” ที่มีมูลค่าเพิ่ม

ทำไมเกษตรกรจึงได้ประโยชน์มากกว่าที่คิด เมื่อวัตถุดิบ GI ถูกนำเข้าสู่ร้านอาหารมาตรฐานสูง เกษตรกรไม่ได้แค่ได้ราคาดีขึ้น แต่ยังได้ “ช่องทางเพิ่มโอกาสทางการตลาด” เนื่องจากร้านอาหารสามารถนำจุดเด่นของวัตถุดิบแต่ละพื้นที่มาสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจได้ กระทรวงพาณิชย์ระบุชัดเจนว่าจะเดินหน้าต่อยอดแนวทางนี้ “เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน สนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการ และเพิ่มโอกาสให้อาหารและสินค้าไทยขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

ในบริบทที่ต้นทุนวัตถุดิบอาหารและเครื่องดื่มมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวัตถุดิบต้นน้ำอย่างเนื้อสัตว์ ผักผลไม้ และน้ำมันพืช การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน GI จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นกลยุทธ์จำเป็นสำหรับเกษตรกรไทยที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขัน