ตัวเลขที่บอกทิศทาง
กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีแฟรนไชส์ไทย 48 แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการขยายสู่ต่างประเทศ ครอบคลุม 31 ประเทศ ตั้งแต่เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เมียนมา ลาว กัมพูชา ฮ่องกง จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา เนปาล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน มัลดีฟส์ โอมาน คูเวต กาตาร์ จอร์แดน อิหร่าน เลบานอน แคนาดา สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และสหราชอาณาจักร ในจำนวนนี้ 33 แบรนด์อยู่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม สะท้อนว่าอาหารไทยเป็น “เรือธง” ของการส่งออกแฟรนไชส์ไทยอย่างแท้จริง
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ประกาศแผน “Thai Franchise Entrepreneurs Upgrade Plan 2026” ที่ไม่เพียงเพิ่มจำนวนแบรนด์ แต่ยังมุ่ง “สร้างคน สร้างมาตรฐาน และสร้างโอกาส” พร้อมเตรียมจัด Thai Franchise Roadshow ในต่างประเทศ เพื่อผลักดันอย่างน้อย 5 แบรนด์เพิ่มเติมสู่เวทีโลก
ห้าดาว: จากข้างถนนสู่ QSR ระดับโลก
กรณีที่ชัดเจนที่สุดคือ ห้าดาว (FIVE STAR) แบรนด์ไก่ย่างยักษ์ใหญ่ของ CPF ที่มีสาขาทั้งในและต่างประเทศรวมกว่า 10,000 แห่งใน 11 ประเทศ ในปี 2569 บริษัทประกาศแผนรุกตลาดใหม่ในอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ รัสเซีย และยุโรป โดยเปลี่ยนรูปแบบจากร้านข้างถนนเป็น Quick Service Restaurant (QSR) ไปแล้วกว่า 450 สาขา
จุดแข็งที่ทำให้ห้าดาวได้เปรียบคือการบูรณาการกับห่วงโซ่อุปทานของ CPF ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้ควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยอาหารได้ตามมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันก็ปรับรสชาติให้เข้ากับท้องถิ่น เช่น Masala Crispy Chicken ในอินเดีย
เขียง ตำมั่ว ลาวญวน: กลยุทธ์อีสานสู่สากล
อีกกรณีที่ต้องจับตาคือ Zen Group ที่ประกาศแผนปี 2569 ส่ง 3 แบรนด์ไทยอีสาน ได้แก่ “ตำมั่ว” “ลาวญวน” และ “เขียง” รุกตลาดต่างประเทศ โดยใช้รูปแบบแฟรนไชส์ 100% ตั้งเป้าเปิดสาขาเพิ่ม 5 แห่ง แบ่งเป็นในไทย 4 แห่ง และลาว 1 แห่ง ผลักดันให้เขียงมีสาขารวม 51 แห่ง พร้อมศึกษาตลาดอินโดนีเซีย ไต้หวัน และญี่ปุ่นเพิ่มเติม แบรนด์เหล่านี้วางตำแหน่งบนเมนูหลักอย่างส้มตำและผัดกะเพรา ซึ่งเป็น 2 ใน 5 อาหารที่คนไทยเลือกทานในชีวิตประจำวัน สร้างฐานลูกค้าที่แข็งแรงก่อนขยายสู่ต่างประเทศ
